Facebook account 4 ประเภทที่คุณควรรู้จัก

Facebook account 4 ประเภท ที่ผลกำลังจะพูดถึงทำไมคุณถึงต้องรู้ จากประสบการณ์ที่ผลคุยกับลูกศิษย์มาหลายท่าน หลายรุ่น ผมพบว่าปัญหานึงก็คือ หลายคนยังสับสนระหว่าง Facebook Account ทั้ง 4 ประเภทนี้นะครับ หลายคนยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่ วันนี้ผมอยากจะมาอธิบายทั้ง 4 แบบ และก็หวังว่ามันจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่านไปบริหารจัดการตัวเพจ ตัว Account โฆษณา แล้วก็ตัว Account ที่เราจะใช้ในการทำเกี่ยวกับธุรกิจโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะบน Facebook อย่างเข้าใจ และไม่ติดขัด สามารถบริหารจัดการร่วมกับทีมงานหรือว่า Agency หรือว่า Partner ขอท่านได้ด้วย
4 ประเภทนี้มีอะไรบ้าง

  1. Facebook Profile หรือว่า เพจสำหรับบุคคล

  2. Facebook Fanpage หรือว่า เพจสำหรับธุรกิจ

  3. Facebook Ad Account หรือว่า บัญชีสำหรับทำโฆษณา

  4. Facebook Business Manager หรือว่า บัญชีสำหรับจัดการตัวธุรกิจ

4 ตัวนี้มันต่างกันยังไง
 

1.Facebook Profile หรือว่า เพจสำหรับบุคคล เพจสำหรับบุคคลพูดง่ายๆ ก็คือโปรไฟล์ที่เราใช้เป็นส่วนตัวของเรา ลักษณะที่สำคัญของ Facebook ส่วนตัว ก็คือสามารถ Add friend กันได้ และในขณะเดียวกันเราก็สามารถไป Follow บุคคลคนนั้นที่เขาอาจจะมีโควต้าที่จะรับเราเป็นเพื่อน เช่น สมมุติเราอาจอยากไปติดตามนักธุรกิจ หรือนักการตลาดสักคนนึงแต่ว่าเนื่องจาก Facebook โปรไฟล์มันสามารถแอดเฟรนได้สูงสุดแค่ 5,000 คนเท่านั้น ดังนั้นเราจึงไม่สามารถรับ Add ทุกคนได้ในกรณที่มีคนต้องการแอดเรามากกว่า 5,000 คน แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือคนอื่นสามารถมา Follow เราได้ หรือเราสามารถไป Follow หรือติดตามเขาได้โดยไม่จำกัด

ข้อดีของ Facebook Profile คือ สามารถกำหนดความเป็นส่วนตัวได้ เราสามารถกำหนดได้ว่าให้ใครมาตาม หรือว่าไม่ให้ใครเห็นบางข้อมูลของเราได้ และข้อดีอีกข้อคือจะมีอัตราการเข้าถึงมากที่สุด เพื่อนๆ หรือคนที่ติดตามเรา หรือเรียกอีกแบบว่า การเข้าถึงแบบธรรมชาติ แบบไม่เสียเงิน มันจะมีอัตตราที่สูงที่สุด เพราะ Facebook ความตั้งใจเดิมเขาคือต้องการทำสังคมออนไลน์ระหว่างคนรู้จัก ระหว่าเพื่อน ดังนั้นถ้าเรามีโปรไฟล์ที่เป็นเพื่อนเขาย่อมจะเห็นข้อมูลจากเพื่อนมากกว่าข้อมูลจากธุรกิจนั้นเองโดยเฉลี่ย

ข้อเสียของ Facebook คือ ไม่สามารถยิงโฆษณาได้, ไม่สามารถใช้ฟังก์ชั่นเพจสำหรับธุรกิจได้ เช่น เราไม่สามารถจะ Add ร้านใน Profile ส่วนตัวได้ ไม่สามารถทำระบบตัดเงินใน Profile ส่วนตัวได้ อันนี้เป็นข้อเสียของการใช้ Facebook Profile

คำแนะนำ คือ เราไม่ควรเอาธุรกิจไปใช้ใน Facebook Profile และ เราควรเอาธุรกิจไปใช้ใน Facebook Fanpage
 

2.  Facebook Fanpage หรือว่า เพจสำหรับธุรกิจ ใช้สำหรับในการสร้างเป็นตัวตนบนโลกโซียลมีเดียของธุรกิจของเรา เช่น เรามีร้านอาหารญี่ปุ่ญ เรามีร้านตัดผม เรามีร้านเสริมสวย เรามีธุรกิจ เรามีสินค้า เรามีแบรนด์ เรามีตัวตนของเราที่เราอยากจะเอาตัวตนของที่เราจะเอาตัวเองมาเป็นแบรนด์ เราก็จะไปเปิด Facebook Fanpage ซึ่งลักษณะของ Facebook Fanpage ทุกๆ ฟังก์ชั่นของมันก็จะเอื้อกับการทำธุรกิจ เช่น มีเรื่องของการกำหนดโลเคชั่นของธุรกิจของเรา คนอื่นสามารถมาเช็คอินในตัวธุรกิจของเราในบริเวณโลเคชั่นของเราได้ คนอื่นสามารถที่จะมารีวิวของเรา ให้คะแนนความพึงพอใจ ให้ดาวที่ Facebook Fanpage ของเราได้ เราสามารถจะ Add ร้านค้าหรือว่า Shop ลงไปใน Facebook Fanpage ซึ่งใน Shop เราสามารถ Add สินค้าลงไปเป็นแคตตาล็อก เป็นหมวดหมู่ได้ เช่น เป็นหมวดกระเป๋า หมวดตุ่มหู หมวดกางเกง หมวดกระโปรง สามารถจัดหมวดได้ และจะสามารถใส่ภาพ วิดีโอ ข้อความ สำหรับอธิบายได้ สามารถทำเป็นกึ่งๆ Ecommerce Website บน Facebook Fanpage ของเราได้เลย แต่ว่าฟังก์ชั่นมันจะไม่เท่า Ecommerce เต็มรูปแบบแต่ว่าเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่มีสินค้า และต้องการทจะประชาสัมพันธ์สินค้า และต้องการจะทำให้หน้าที่ Facebook Fanpage ของเราให้เป็นเหมือนบราวซ์ดูสินค้าดูสินค้าของเราได้ คือ Facebook Shop สามารถทำได้ใน  Facebook Fanpage ดังนั้นยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ Facebook ทยอยปล่อยออกมาได้เรื่อยๆอย่างล่าสุดเราก็สามารถที่จะทำระบบตัดเงินบน Facebook Fanpage ได้แล้ว เราสามารถที่จะให้คนจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตโดยที่เงินนี้จะไปเข้าที่ Third party ของ Facebook แล้วเราก็สามารถที่จะเบิกเงินเป็นรอบจากตรงนั้นได้ ซึ่งการมีระบบจ่ายเงินด้วย Facebook ก็สามารถทำให้ลดอัตราเสียเวลาในการตัดสินใจแต่ถ้าเขาสามารถที่จะเห็นของแล้วอยากได้ กดปุ่ม Shopping นี้แล้วกรอกบัตรเครดิตได้อย่างรวดเร็ว จะเปิดอัตราการซื้อได้ดี ประโยช์อีกข้อนึงที่หลายคนคงรู้อยู่แล้ว Facebook สามารถยิงโฆษณาได้ ก็แปลว่าเราสามารถที่จะไปหากลุ่มเป้าที่เราต้องการ เราสามารถจะโปรโมทสินค้าของเรา โปรโมทร้านค้าของเรา โปรโมทวิดีโอ โปรโมทชุดโฆษณาต่างๆ ของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เราสนใจได้ พูดง่ายๆ ก็คือ Facebook Fanpage เหมาะอย่างยิ่งในการจัดการธุรกิจของเรา แล้วก็ไดร์ยอดขาย ไดร์ธุรกิจของเราให้ไปข้างหน้าได้ ดังนั้นจากที่พูดมาทั้งหมดก็สรุปได้ว่า Facebook Fanpage เหมาะกับการทำธุรกิจอย่างยิ่ง

ข้อเสียอย่างเดียวที่มองเห็น ก็คือ Organic Reach อัตราการเข้าถึงแบบธรรมชาติต่ำ ซึ่งปัจจุบันก็ต่ำกว่า 0.7-0.5.% ไปแล้วความหมายก็คือ มีคน Follow เราอยู่ 1,000 คน เวลาเราโพสอะไรไป จะมีคนเห็นเพียง 5-7 คน กลุ่มเป้าหมายนี้มีแนวโน้มเห็นเพียง 5-7 คนเท่านั้นจาก 1,000 คน  ซึ่งก็ถือว่าต่ำมาก หลายคนชอบบอกว่า Facebook  ชอบแกล้งเรา คือจะเอาจะเอาเงินอย่างเดียวเลย จะให้จ่ายค่าโฆษณาอย่างเดียวเลย จริงๆ แล้วมันเป็นกฎธรรมชาติอยู่แล้วในเมื่อมันมีร้านค้าโผล่ขึ้นมาบนโลกนี้ โดยเฉพาะบน Facebook ก็แน่นอนว่าอัตราการเข้าถึงมันก็ต้องเฉลี่ยกันน้อยลงไปเพราะว่ามันมีคน มีร้านโผล่ขึ้นมาเยอะอันนี้คือเหตุผลที่เขาลดอัตตราการลีต หน้าที่ของเราก็คือ เราก็ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงแล้วเราก็เลือกยิงโฆษณาด้วย Conten ที่ได้ผล และเราก็ต้องวิเคราะห์เลขต่างๆ ให้เป็นและเข้าใจ
 

3. Facebook Ad Account หรือว่า บัญชีสำหรับทำโฆษณา แปลว่า หลายๆท่านที่เป็นมือใหม่ในการยิงโฆษณาบน Facebook ชอบกดที่หน้า Fanpage ที่มันขึ้นมาให้กด Boot แล้วก็กดต้องนั้นเลย จะบอกว่าการยิงโฆษณาตรงนั้นเราจะไม่สามารถใช้ฟีเจอร์โฆษณาที่เหมือนกับบัญชีสำหรับทำโฆษณาโดยเฉพาะ ก็คือ Facebook Ad Account เราจะใช้อะไรไม่ได้หลายตัวด้วยกัน ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อการสร้างยอดขาย และสร้างแบรนด์ Awareness ซึ่งมีผลอย่างยิ่งสำหรับการทำการตลาดบน Facebook  ดังนั้นสำหรับใครที่คิดจะทำ จะหากินกับช่องทางบน Facebook อย่างจริงจัง แนะนำให้ใช่ Facebook Ad Account เรียนรู้ให้เข้าใจ เราจะได้สามารถรีดประสิทธิภาพสูงสุดการทำโฆษณา Facebook ออกมาได้ พยายามค่อยๆ ศึกษา และหลีกเหลี่ยงการยิงโฆษณาที่หน้า Fanpage ตรงนั้นเพราะว่ามันพลาดหลายฟีเจอร์ ถ้าเราเรียนรู้ Facebook Ad Account อย่างเข้าใจ เราจะพบว่าจริงๆ แล้วมันมีอีกหลายเรื่องมากที่เราต้องทำเพื่อให้ผลลัพธ์มันดีขึ้นซึ่งคงจะพูดในคลิปนี้ไม่หมด เรื่องนี้สามารถพูดได้เป็นวันๆ แต่ว่าจะลงรายละเอียดว่า Facebook Ad Account มันสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็คือ การจัดการผูดูแล Facebook Ad Accountของเรา คือต้องบอกอย่างนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Facebook Profile, Facebook Fanpage,  และ Facebook Ad Account 3 ตัวนี้ เป็นตัวที่เรียกได้ว่าแยกออกจากกันอย่างไม่มีพันธะ Facebook Profile, Facebook Fanpage  และ Facebook Ad Account สมมุติสร้าง Ad Account ขึ้นมาทำยังไงที่จะสามารถให้คนอื่นเข้ามาดูแลจัดการตรงนี้ได้ หรือว่าให้ Agency หรือว่าให้ลูกน้อง ญาติพี่น้อง ยิงโฆษณา Facebook ด้วย  Ad Account แบบที่สาม ให้เขาดูแลตรงนั้นอยู่เราสามารถที่จะเข้าไปดูได้ไหม เราสามารถที่จะเขาไปดูแลจากเขาได้ไหม คำตอบคือได้ เขาต้องให้สิทธิ์ Facebook Profile ของคุณเข้าไปดู Ad Account อันนั้น นั้นเอง

ข้อควรระวัง ก็คือ ถ้าคุณไปให้สิทธิ์ใครในการดูแล Fanpage หรือว่า  Ad Account ถ้าคุณไปให้สิทธิ์ Manager หรือว่า Admin กับเขาพูดง่ายก็คือสิทธิ์สูงสุด ข้อควรระวังก็คือเขาสามารถเอาคุณเข้า เอาคุณออกได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นก็ศึกษาเรื่องสิทธิ์ในการดูแล Fanpage และ Ad Account ให้ดี ถ้าจะเอาเซฟๆ เลยอย่าให้สิทธิ์สูงสุดกับใครที่คุณไม่ได้ไว้ใจจริงๆ อันนี้ก็คือเรื่องของ Facebook Ad Account ที่นี้ใน Facebook Ad Account มันก็ทำอะไรได้เต็มไปหมด อย่างเช่นเรื่องของ การจัดการ Code Pixel สามารถจัดการเรื่อง Conversion ผลลัพธ์ สถิติเชิงลึกได้มากขึ้น สามารถทำเทคนิคโฆษณาแบบพิเศษต่างๆ เช่น  การทำโฆษณาแบบ Custom Audiences ก็คือการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ระบุ หรือว่าการทำโฆษณาแบบ Looklike มีอีกหลายตัวที่ Ad Account สามารถทำได้ แต่การยิงโฆษณาจาก Fanpage  แบบง่ายๆ ไม่สามารถทำได้  อย่างนึงที่สำคัญที่สุดที่ Ad Account สามารถทำได้ก็คือ การอ่านสถิติ และการทำความเข้าใจสถิติ ซึ่งตัวเลขตรงนั้น และการวิเคราะห์ตรงนั้นที่จะนำมาซึ่งยอดขายและผลกำไรที่มากขึ้น 
 

4. Facebook Business Manager หรือว่า บัญชีสำหรับจัดการตัวธุรกิจ จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นมาเพื่อ Support Agency หมายความว่า Facebook Business Manager จริงๆ แล้วสมมุติ Agency ใช้ ผมจะมีลูกค้าของผมเป็นหลายร้อย หลายพันเจ้าอยู่ในบัญชีของผม ทีนี้คุณก็ลองคิดภาพดูถ้าผมเป็นคนธรรมดา ผมจะลำบากขนาดไหน ถ้าผมต้องเข้าๆ ออกๆ  บัญชีของลูกค้าพันเจ้า ร้อยเจ้าต่อวัน เพื่อเข้าไปจัดการดูแล เพื่อไปดูรีพอต เพื่อไปดูสถิติอะไรต่างๆ  คำตอบก็คือมันคงจะวุ่นวายมากเลย ที่นี้มันก็เลยมี Business Manager ขึ้นมา Business Manager เวลาเข้าก็เข้าที่ Facebook Business Manager สามารถที่จะเอา Facebook Profile, Facebook Fanpage, Facebook Ad Account กี่อันก็ได้ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองกับ Facebook ที่เขาดูแล Agency ก็แปลว่าถ้าเข้า Facebook Business Manager อันเดียวก็สามารถดู Profile , Fanpage,  Ad Account ของหลายๆ คน และสามารถที่จะจัดการได้ว่าคนนี้ให้ดูได้เฉพาะ Fanpage 1,2,3 คนนี้ให้ดู  Ad Account 2,3,4 สามารถเอาคนเข้าออกได้ตลอดเวลา สามารถเอา Fanpage เข้า Fanpage ออก สามารถเอา Ad Account ออกได้ตลอดเวลา สรุป Facebook Business Manager เหมาะกับคนที่ต้องดูแล Fanpage มากกว่า 1 Fanpage ก็คือ 2 Fanpage ขึ้นไป และก็ดูแล  Ad Account ตั้งแต่ 2  Ad Account  ขึ้นไป  ควรจะสมัคแบบ Business Manager ก็คือให้เข้าไปใน Business.facebook.com กด Login ซึ่งถ้าเราทำอย่างนี้ในกรณีที่เรามีหลายบัญชีโฆษณา และหลาย Fanpage เราสามารถที่จะเข้าจาก Facebook Business Manager และก็เข้าไปดูหลายๆ อันได้ ซึ่งสะดวกมากๆ ที่สำคัญเราสามารถที่จะสร้าง Ad Account ขึ้นมาได้หลายอันโยที่เราไม่ต้องมี Profile ส่วนตัวหลายอัน เช่น มี Profile Pakorn อันเดียวสามารถสร้าง Ad Account ได้เป็นร้อยโดยที่ไม่ต้องสร้าง  Profile ส่วนตัวขึ้นมาใหม่ ดังนั้นสำหรับใครที่มีหลายธุรกิจแนะนำให้ใช้  Facebook Business Manager 
 

คำถามคือ ถ้ามีธุรกิจมากกว่า 2 ธุรกิจขึ้นไปควรแยก Ad Account หรือเปล่า 
 

คำตอบคือควรแยก เหตุผลเพราะว่า คือ
 

1. เราควรจะแยก Code Pixel ออกจากกัน เพื่อความถูกต้องของกลุ่มเป้าหมาย

2. เราควรแยกเรื่องของบัญชีออกจากกัน เวลาบิลใน Facebook ออกมาสามารถใส่ชื่อบริษัทที่แตกต่างออกกันได้

3. กลุ่มเป้าหมายเกี่ยวกับ Cotton Audiencd ถ้าเราเอาไปอยู่บัญชีเดียวมันอาจจะมีการปะปนกันได้

4. คนที่ดูแลควรเกี่ยวข้องกับเพจนั้นๆ

สรุปแล้ว Ad Account Facebook มี 4 ประเภท คือ

  1. Facebook Profile หรือว่า เพจสำหรับบุคคล

  2. Facebook Fanpage หรือว่า เพจสำหรับธุรกิจ

  3. Facebook Ad Account หรือว่า บัญชีสำหรับทำโฆษณา

  4. Facebook Business Manager หรือว่า บัญชีสำหรับจัดการตัวธุรกิจ

ที่มา pakorn.in.th

 




Comments

ขายบ้านรายได้ดี ทำงานที่ไหนก็ได้ รับเพียง 10 ท่านเท่านั้น | ระเบียงขาว

สายช้อปปิ้ง แหล่งช้อปปิ้งสำหรับสายช้อป