Campaign Budget Optimization คืออะไร รู้ก่อนเปลี่ยนถาวร

ทราบหรือไม่ว่า ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2020 Facebook กำลังจะถอดการตั้งงบประมาณส่วน Ad Set ออกไป และแทนที่ด้วยการตั้งงบที่ส่วน Campaign แทน เรียกว่า Campaign Budget Optimization

แต่เราพบว่านักลงโฆษณา Facebook และ Instagram น้อยคน ที่รู้ว่า Campaign Budget Optimization คืออะไร และจะปรับตัวยังไง ในบทความนี้จะมาอธิบายเรื่องนี้กันครับ

Campaign Budget Optimization คืออะไร

Campaign Budget Optimization หรือ CBO เป็นการตั้งงบประมาณในระดับ Campaign แล้วให้ Facebook บริหารงบประมาณแทนโดยอัตโนมัติในระดับ Ad Set (ชุดโฆษณา) 

หลักการทำงาน

ภาพประกอบ การทำงาน Campaign Budget Optimization

Campaign Budget Optimization ช่วยให้นักลงโฆษณาไม่ต้องปวดหัวว่าแต่ละ Ad Set ควรใส่งบประมาณเท่าไหร่ แต่จะให้ระบบอัตโนมัติตัดสินใจแทนให้ ลองดูตัวอย่างการตั้งงบประมาณแบบเดิม คือตั้งใน Ad Set กับแบบ CBO ซึ่งใช้เงินเท่ากัน แต่ให้ผลลัพธ์ดีกว่า

แบบเดิม ตั้งงบประมาณในระดับ Ad Set

งบประมาณ : 3,000 บาท

  • Ad Set A : 1,000 ได้ผลลัพธ์ 10
  • Ad Set B : 1,000 ได้ผลลัพธ์ 5
  • Ad Set C : 1,000 ได้ผลลัพธ์ 2

ผลลัพธ์รวม 17

แบบ CBO ตั้งงบประมาณในระดับ Campaign

ส่วนระบบ CBO นั้นเรียนรู้แต่ละ Ad Set ให้ผลลัพธ์มากน้อยไม่เท่ากัน จึงปรับเงินให้แต่ละ Ad Set ไม่เท่ากัน

งบประมาณ : 3,000 บาท

  • Ad Set A : 1,500 ได้ผลลัพธ์ 15
  • Ad Set B : 1,000 ได้ผลลัพธ์ 5
  • Ad Set C : 500 ได้ผลลัพธ์ 1

ผลลัพธ์รวม 21

เราจะเห็นว่าการตั้งงบประมาณแบบ CBO สามารถสร้างผลลัพธ์ได้สูงกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้ว ใคร ๆ ก็อาจปรับด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่ Facebook ต้องการลดเวลาทำงานโดยการใช้ระบบ Automation เข้ามาช่วยเหลือนั่นเอง

ข้อดี/ข้อเสีย

ข้อดี

  1. ลดขั้นตอนการทำงาน (ปรับเงิน Ad Set ด้วยตัวเอง)
  2. ทำงานอัตโนมัติทุกวัน ลดปัญหาการทำงานผิดพลาด
  3. ใช้เงินได้คุ้มค่ามากขึ้น ระบบ CBO จะทุ่มเงินกับ Ad Set ที่ Cost per Result ถูกที่สุด
  4. ลดอคติส่วนตัวของมนุษย์ (Gut Feeling) เช่น คิดว่า Ad Set นี้จะดีกว่า Ad Set นั้น แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้าม
  5. โฆษณานำส่งถูกคนมากขึ้น กลุ่ม Ad Set ไหนที่มีแนวโน้มสนใจโฆษณา ก็จะเห็นมากขึ้น กลุ่มไหนที่ไม่สนใจ ก็เห็นน้อยลง ทำให้ Experience ใช้งานบน Facebook ดีขึ้น

ข้อเสีย

  1. แคมเปญจะดีไม่ดี ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง Structure ของ Ad Set
  2. กำหนดเงินให้แต่ละ Ad Set ไม่ได้
  3. นักลงโฆษณาต้องปรับตัวใหม่

วิธีใช้งาน Campaign Budget Optimization

  1. ไปที่ Ads Manager และ กด Create 
  2. สร้างแคมเปญใหม่
  3. ในส่วน Campaign Budget Optimization คลิกเปิดให้เป็น ON

การตั้งค่า Campaign Budget Optimization

Campaign Budget Optimization

Campaign Budget: กำหนดงบประมาณสำหรับแคมเปญนี้ สามารถเลือกได้ 2 แบบ

  • Lifetime Budget : กำหนดงบประมาณที่ใช้ตลอดทั้งแคมเปญ
  • Daily Budget : กำหนดงบประมาณที่ต้องปรับลดเงินบ่อย ๆ

Campaign Bid Strategy: ตั้งกลยุทธ์การประมูลราคาโฆษณาปรับได้ 3 แบบ

  • Lowest cost: ปล่อยโฆษณาให้ได้ราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
  • Cost cap: กำหนดเพดานของต้นทุนต่อผลลัพธ์ เหมาะกับควบคุมราคาให้นิ่ง
  • Bid cap: กำหนดราคาสูงสุดที่ยอมจ่ายได้ เหมาะกับเวลาอยากใช้เงินให้หมด

Ad Scheduling: กำหนดเวลาทำงานของโฆษณา เลือกได้ 2 แบบคือ

  • Run ads all the time: โฆษณาทำงานตลอดเวลา
  • Run ads on a schedule: กำหนดช่วงเวลาที่โฆษณาทำงาน

Delivery Type: วิธีการนำส่งโฆษณา

  • Standard: ทำงานตามปกติ
  • Accelerated: ปล่อยโฆษณาและใช้เงินอย่างเร็วที่สุด

เทคนิคใช้ Campaign Budget Optimization ให้มีประสิทธิภาพ

Campaign Budget Optimization จะทำงานได้ดีแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการวางโครงสร้าง Ad Set และ Targeting ที่เหมาะสม เราแนะนำเทคนิคที่อาจมีประโยชน์ดังนี้

1. Ad Set ควรมีขนาด Potential Reach ที่ใกล้เคียงกัน

หลายครั้งที่ระบบ CBO จะเทเงินไปอยู่ใน Ad Set ที่มีขนาดใหญ่กว่า จนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม เวลาสร้างแคมเปญใหม่ลองใส่แค่ Ad Set ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน จะทำให้แคมเปญทำงานได้ดีขึ้น เช่น Ad Set A มีขนาด 100,000 คน Ad Set อื่น ๆ ก็ควรอยู่ระหว่าง 50,000 – 200,000 เป็นต้น

2. งบประมาณขั้นต่ำต่อ Ad Set = 30 บาท/วัน

Ad Set 1 ชุดใช้งบประมาณขั้นต่ำต่อวันอยู่ที่ 1 USD หรือประมาณ 30 บาท ยกตัวอย่างถ้ามี 5 Ad Set ก็ต้องใช้เงิน 150 บาทต่อวัน แปลว่าหากเราต้องการสร้าง Ad Set ที่เยอะขึ้น ก็ต้องใช้เงินเยอะขึ้นนั่นเอง ฉะนั้นวางแผนสร้าง Ad Set โดยคำนึงถึงจุดนี้ด้วยนะครับ

3. แยกแคมเปญสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน

หากคุณต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลายประเภท จะดีกว่าหากคุณแยกแคมเปญกันออกมา 

ยกตัวอย่าง คุณอาจแยกแคมเปญสำหรับ “หาคนใหม่” กับ “Remarketing” ออกจากกัน โดยในแคมเปญหาคนใหม่ คุณสามารถกำหนด Ad Set ประเภท Interest หรือ Lookalike ส่วนแคมเปญ Remarketing ก็กำหนดประเภท Custom Audience หรือ Website Visitor ที่เก็บข้อมูลจาก Facebook Pixel เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้วัดผลที่ได้ง่ายขึ้นว่ากลุ่มเป้าหมายประเภทไหนทำงานได้ดีกว่ากัน นอกจากนั้นยังมีขนาด Potential Reach ที่ใกล้เคียงกันด้วย

4. สร้างแคมเปญแยกให้กับ Ad Set ที่ทำงานดีเป็นพิเศษ

กรณีที่คุณเจอ Ad Set ที่ทำงานดีมาก ๆ คุณอาจไม่จำเป็นต้องปิด Ad Set อื่น ๆ แต่ใช้วิธีการสร้างแคมเปญแยกออกมาสำหรับ Ad Set นั้นโดยเฉพาะ วิธีนี้จะทำให้ควบคุมได้ง่ายกว่าด้วยครับ

5. เลือกใช้ Lifetime กับ Daily Budget ให้ถูกสถานการณ์

การใช้ Lifetime Budget จะเหมาะกับการใช้เงินให้ถูกต้อง เช่นกรณีดูแลโฆษณาให้ลูกค้าที่กำหนดงบประมาณไว้เป็นสัดส่วนแล้ว และต้องการให้ใช้เงินเท่า ๆ กันทุกวัน

ส่วน Daily Budget เหมาะกับแคมเปญที่มีการปรับเปลี่ยนบ่อย ๆ เพราะจะทำให้คุณปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า

6. ใช้ Min/Max สำหรับควบคุมระดับ Ad Set

Min/Max of Campaign Budget Optimization

เมื่อเปิดใช้ Campaign Budget Optimization แล้วในระดับ Ad Set จะมีฟีเจอร์ Ad Set Spen Limits ที่ให้กำหนด Minimum และ Maximum ของงบประมาณที่ใช้ใน Ad Set นั้นได้

สรุป

Campaign Budget Optimization หรือ CBO เป็นฟีเจอร์ที่ปล่อยออกมาเพื่อช่วยให้นักลงโฆษณาทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราก็จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วย เราอยากให้ลองนำความรู้จากบทความนี้ไปปรับใช้ และหวังว่าธุรกิจคุณจะไม่โดนผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากนัก

ที่มา blog.admatter.co




Comments

ขายบ้านรายได้ดี ทำงานที่ไหนก็ได้ รับเพียง 10 ท่านเท่านั้น | ระเบียงขาว

สายช้อปปิ้ง แหล่งช้อปปิ้งสำหรับสายช้อป