ถึงคนที่คิดว่าตัวเองทำได้หลายอย่าง…แต่ไม่สุดสักทาง

(สรุปจากเวที TED Talk x Emilie ที่มีคนดูกว่า 7M view++)

.
บนโลกนี้ฮะ...มีหลายๆคน
ที่เกิดมาพร้อมกับความหลงใหลในอะไรบางอย่าง
และมุ่งทำสิ่งนั้นจนชำนาญ
และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางสายนั้นอย่างโดดเด่น

แต่ก็มีอีกหลายๆคน…ที่ถ้าถามว่า…
.
"คุณเก่งอะไรเป็นพิเศษ" ??
.
จะตอบคำถามนี้ไม่ถูก…เพราะก็ทำได้หลายอย่าง
ถ้าจะให้ตอบว่าเก่งอะไรเป็นพิเศษน่ะหรอ…เอ่อ…. (บอกไม่ถูกอ้ะ)

.
หลายๆครั้ง เราจะได้ยินประโยคที่ว่า…
เวลาจะทำอะไรอย่าทำเหมือน "เป็ด"
จะทำอะไรก็ทำเฉพาะด้านไปเลย มุ่งมั่นทางอย่างเดียวไปเลย

และการเป็น Specialist ในทางหนึ่ง ดีกว่าทำเป็นหลายๆอย่าง แต่ไม่ชำนาญขั้นสุดซักอย่าง

คำถามก็คือ… มันดีกว่า จริงๆเหรอ …?

.
ปัญหานี้เป็น ประเด็นที่ เอมิลี่ (Emilie Wapnick)
นำมาพูดในเวที TED TALK ของเธอซึ่งมีคนดูกว่า 7 ล้านครั้ง

เธอบอกว่า หลายๆครั้งเราได้รับแรงกดดันจาก ความเชื่อทางสังคม
ให้หาตัวตนเพียง "หนึ่งเดียว" ของตัวเองให้เจอ ด้วยคำถามยอดฮิตที่ทุกคนต้องเคยถูกถาม
.
"โตขึ้น หนูอยากเป็นอะไรจ้ะ ?"
.

แล้วพอคำตอบของคุณหนูๆ มีมากมายหลายอย่าง เช่น

"หนูอยากเป็นจิตแพทย์ และอยากเป็นนักไวโอลีนนนนนด้วยย"

ผู้ใหญ่ก็มักให้คำตอบว่า
"ไม่ๆ… หนูไม่สามารถเป็นสองอย่างในเวลาเดียวกันได้หรอกนะ หนูต้องเลือกสักอย่าง "

ราวกับว่า… คนเราเกิดมาต้องเลือกเติบโตไปเป็น "ตัวตน" เดียวเท่านั้น
ถึงจะเก่งและ Success ในชีวิตได้ และความเชื่อแบบนี้ก็ถูกฝังต่อๆกันมา

.
พอมีความเชื่อแบบนี้… คนกลุ่มที่ยังไม่ได้ปักหลักกับการทำอะไรแค่อย่างหนึ่ง เลยมักจะรู้สึกผิดกับตัวเอง

เอมิลี่เล่าว่า… เธอเองก็เป็นคนที่ ไม่เคยทำอะไรจริงๆจังได้หลายๆปีเลย ทุกครั้งที่เธอสนใจอะไร เธอจะทุ่มเทกับมันได้ซักระยะ หลังจากนั้นจะเริ่มเบื่อ แล้วไปสนใจอย่างอื่นแทน วนลูปแบบนี้ปีแล้วปีเล่า จนเธอรู้สึกว่า การเป็นคนแบบนี้ คือคนทำอะไรไม่สำเร็จ ยอมแพ้เร็วเกิน Focus อะไรไม่ได้ซักอย่าง
.
แต่สุดท้ายเธอก็ค้นพบว่า "…มันไม่จริง"
.

เอมิลี่ ยอมรับว่า… จริงอยู่อาจมีหลายๆคนเกิดมาเพื่อเป็น Specialist (เชี่ยวชาญ) ในทางๆหนึ่งไปเลย

แต่ก็มีอีกหลายๆคนเลยหล่ะ ที่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรได้หลายๆอย่าง
มีความสนใจหลายอย่าง และไม่อยากจมปลักอยู่กับแค่สิ่งๆเดียว
เธอเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "Multipotentialite"

.
และคนกลุ่มนี้ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

เธอได้ยกตัวอย่าง ดร.บ็อบ ชายส์ ที่เป็นทั้งช่างซ่อมเครื่องสาย และนักบำบัดจิต

และก็อีกหลายคนดังๆ เช่น ริชาร์ด แบรนด์สัน ที่ทำทั้งธุรกิจสายการบิน ฟิตเนส และดนตรี ซึ่งดูแล้วแต่ละอย่างไม่เกี่ยวข้องกันเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Timferris ที่หลายคนรู้จักในนามนักเขียนหนังสือชื่อดังอย่าง 4 Hours work week แต่ที่คนไม่รู้คือ Tim เป็นนักเต้น Tango และเป็นนักกีฬา Kick boxing อีกด้วย

.

แน่นอนว่า.. การทุ่มเททำอะไรอย่างเดียวไปเลย อาจมีข้อดีหลายอย่าง
แต่การทำหลายๆอย่าง อย่าง Mutipotentialite ก็มีข้อได้เปรียบหลายๆอย่างไม่น้อยหน้าเช่นกัน

และถ้าคนกลุ่มนี้รู้จุดแข็งของตัวเอง และปรับไปใช้ ก็จะเกิดประโยชน์มากมาย และนี่ก็คือ….

.
# 3 ข้อได้เปรียบของมนุษย์สาย Multipotentialite #

1. เป็นนักสร้างสรรค์ไอเดียที่ดี
.
เพราะเคยทำมาหลายอย่าง มีประสบกาณ์หลากหลายด้านกว่าคนอื่น ถ้าพยายามสังเกตสิ่งที่เคยทำมาดีๆ จะมุมมองที่แตกต่าง ค้นเจอเอกลักษณ์หรือเสน่ห์ของแต่ละสิ่ง ซึ่งเอามาประกอบร่างกันได้ จะเกิดเป็นไอเดียแบบใหม่ได้มากมายและน่าสนใจทีเดียว

.
2 เรียนรู้ได้รวดเร็วกว่า
.
เพราะว่า คนประเภทนี้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดอยู่แล้ว ซึ่ง Skill บางอย่างที่เคยเรียนมา (แม้จะเป็นสมัครเล่น) แต่ก็กลายเป็นพื้นฐานใน Skill อีกอย่างได้ แปลว่าเค้าไม่ต้องเริ่มจาก 0 สามารถต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว

.
3 ปรับตัวเก่ง
.
เพราะ สนใจหลายด้าน เจอคนหลายกลุ่ม ผ่านสถานการณ์มาหลายรูปแบบ ทำให้มีทักษะพร้อมปรับตัวได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นอะไรที่เหมาะกับโลกยุคนี้มากๆ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน คนที่เตรียมพร้อมปรับตัวอยู่ตลอด จะได้เปรียบคนอื่น

.
พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว…มีใครคิดว่าตัวเองเป็นสาย Multipotentialite มั้ยฮะ ..?
.
.
พิมพ์คำว่า "Multi" มาในคอมเม้นท์เลยฮะ
.
.

ถ้ามีสายนี้เยอะ จะเขียนบทความเกี่ยวกับหนังสือของเอมิลี่
ที่ขยายความเรื่องนี้ต่อ...ว่าแปลงไปเป็นทักษะอะไรได้บ้าง

.
จริงๆแล้วโลกเราก็มีคนหลากหลาย แต่ไม่ว่าใครจะเป็นยังไง
ทุกคนล้วนมีข้อดีของตัวเอง "สำคัญคือต้องรู้ตัวเอง "

เมื่อรู้จักตัวเองแล้ว จะได้ใช้จุดแข็งของตัวเองได้ถูกที่ถูกทาง
และเมื่อนั้น เราจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

.
เอาละ...ขอให้ทุกคนสนุกสนานกับการพัฒนาตัวเอง
แล้วเจอกันในบทความต่อไปนะครับบบบ

อาเหลียง 

ที่มา HabitsToSuccess




Comments

ขายบ้านรายได้ดี ทำงานที่ไหนก็ได้ รับเพียง 10 ท่านเท่านั้น | ระเบียงขาว

สายช้อปปิ้ง แหล่งช้อปปิ้งสำหรับสายช้อป